"กลุ่มโรงพยาบาลจุฬารัตน์มุ่งมั่นให้การดูแลรักษาอย่างมีคุณภาพ สร้างเสริมชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม : โรงพยาบาลจุฬารัตน์ เทพารักษ์ คุณภาพมาตรฐานโลก JCI : สอบถามข้อมูลบริการต่างๆของโรงพยาบาลได้ที่เบอร์ 02-7692900-9, 02-7389900-7, 038-500300-99 หรือ สายด่วน 1609 ตลอด 24 ชั่วโมง"

1609

1609
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จุฬารัตน์ 3 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จุฬารัตน์ 3 แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2557

ศูนย์รักษาโรคหัวใจ


ปัจจุบันโรคหัวใจคร่าชีวิตคนไทยมากเป็นอันดับหนึ่ง และผู้ป่วยแนวโน้มมีอายุเฉลี่ยน้อยลง รพ.จุฬารัตน์3 จึงได้เปิดศูนย์รักษาโรคหัวใจ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพอย่างท่วงที

          ศูนย์โรคหัวใจ รพ.จุฬารัตน์ 3 เทพารักษ์ มีศักยภาพในการให้บริการตรวจรักษาโรคหัวใจตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดจนถึงติดตามดูแลอย่างต่อเนื่องภายหลังการรักษาแล้วโดยทีม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมเป็นอย่างดี ตลอดจนเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่นำมาใช้ในการตรวจรักษาเพื่อผลที่ ชัดเจนแม่นยำ รวดเร็วและปลอดภัย

การรักษาโรคหัวใจ

การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน หากท่านเจอ ผุ้ป่วยหัวใจหยุดเต้น !!!


สาเหตุของหัวใจหยุดเต้น ส่วนใหญ่ เกิดจากโรคทางหัวใจ โดยเฉพาะโรคหัวใจขาดเลือด ภาวะนี้ มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน หรือ ที่สาธารณะ หากท่านประสบเหตุ และสามารถให้การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support) อย่างถูกวิธี จะสามารถช่วยชิวิต ผู้ป่วยให้มีชีพจรกลับมา และเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้ วิธีนี้ เป็น วิธีที่ไม่ซับซ้อน สามารถ ปฏิบัติตามได้ไม่ยาก โดยมีวิธีการดังต่อไปนี้

           1.เมื่อพบผู้ที่หมดสติ ไม่หายใจ หรือ หายใจไม่สะดวก หายใจเฮือก อันดับแรก ให้ โทรศัพท์ ตามหน่วยกู้ชีพ หรือ โรงพยาบาล เนื่องจาก เหตุการณ์ เกิดขึ้น ฉุกเฉิน บางคนอาจตกใจ จำเบอร์โทรศัพท์ ไม่ได้ ดังนั้น เราควรจะจดจำ หรือ บันทึก เบอร์โทรศัพท์ เผื่อโทรออกยามฉุกเฉิน เช่น 1609,1669 เป็นต้น

          2.ให้ผู้ป่วยนอนหงาย โดย นอนบนพื้นที่แข็ง ไม่ควรนอนบนเบาะฟูกที่นิ่มหรือหนามาก เพราะ แรงกดจะถูกดูดซับโดยฟูก แทนที่จะเป็น หน้าอกของผู้หมดสติ

          3.รีบทำการกดหน้าอกทันที วิธีที่ถูกต้อง ควรวางส้นมือข้างที่ถนัด บนหน้าอก ส่วนส้นมือ อีกข้างให้ประสานล็อคไว้กับมือข้างที่ถนัด ดังรูปประกอบ



          4. แขน เหยียดตรง ไม่งอไหล่ กดหน้าอก ด้วยความเร็ว อย่างน้อย 100 ครั้งต่อนาที อย่างต่อเนื่อง อย่ากระแทกแรงขณะกด ควรกดลึก อย่างน้อย 5 เซนติเมตร หลังกดแต่ละครั้งให้ปล่อยมือเต็มที่ เพื่อให้ ทรวงอกขยายคืนอย่างเต็มที่

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ใครว่า ไม่สำคัญ


          หัวใจเต้นผิดจังหวะคือภาวะ ที่เกิดความผิดปกติในการนำกระเสไฟฟ้าของหัวใจ  ส่งผลให้หัวใจอาจเต้นเร็วหรือช้ากว่าปกติ โดยอาจจะมีจังหวะสม่ำเสมอหรือไม่สม่ำเสมอก็ได้

         ส่วนใหญ่มักไม่ทราบสาเหตุ มักเป็นมาตั้งแต่กำเนิด แต่โดยทั่วไปมักแสดงอาการเมื่ออายุ 20-30 ปีขึ้นไป มีปัจจัยกระตุ้นหลายอย่างที่ทำให้อาการกำเริบ เช่น การออกกำลังกาย แอลกอฮอล์ ชา กาแฟ ยาบางชนิด ความเครียดวิตกกังวล และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
          ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ซึ่งอาจเป็น อันตรายถึงชีวิต ทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดและเสียชีวิตได้ทันที แต่ในรายที่ไม่รุนแรงอาจทำให้เกิดความรู้สึกใจสั่น หรือไม่สบายตัว คล้ายจะวูบเป็น บางครั้ง ความรู้สึกใจสั่นนี้อาจเกิดจากภาวะหัวใจเต้นแผ่วระรัวไม่ว่าจะเป็นห้องบน หรือห้องล่าง หรือการนำสัญญาณไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ ถึงแม้บางชนิดอาจไม่มีอาการใดๆ เลย แต่ก้อเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต หรือทำให้เกิดความพิการ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง หรือเกิดลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดบริเวณอวัยวะต่าง ๆได้

โรคหัวใจ โรคแอบแฝงที่ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงไม่ควรละเลย


จากข้อมูลทางการแพทย์ระบุไว้ว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงมีโอกา ศเสียชีวิตจากหัวใจวายถึง 60 - 75% เนื่องจากคนส่วนใหม่ที่มีความดันโลหิตสูงมักจะไม่รู้ตัวว่าเป็น เพราะไม่แสดงอาการเลยไม่ได้ให้ความสนใจแต่เมื่อเริ่มมีอาการหรือภาวะแทรก ซ้อนแล้ว จึงเริ่มสนใจและรักษา นั่นอาจจะทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งการควบคุมความดันโลหิตให้ปกติอย่างสม่ำเสมอสามารถลดโอกาสการเกิด อัมพฤกษ์อัมพาต หรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้

ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ดังนี้
1. อายุ ส่วนใหญ่เมื่ออายุมากขึ้นความดันโลหิตจะสูงขึ้น ตัวอย่าง เช่น อายุ 18 ปี ความดันโลหิตเท่ากับ 120/70 มม.ปรอท แต่พออายุ 60 ปี ความดันโลหิตอาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 140/90 มม.ปรอท

2. เวลา ความดันโลหิตจะขึ้นๆ ลงๆ ไม่เท่ากันอาจจะวัดได้ 130 มม.ปรอท ขณะที่ตอนบ่ายอาจจะวัดได้ 140 มม.ปรอท และขณะนอนหลับอาจจะวัดได้ต่ำถึง 100 มม.ปรอท เป็นต้น

3. จิตใจและอารมณ์ พบว่ามีผลต่อความดันโลหิตมากขณะที่ได้รับความเครียดอาจทำให้ความดันโลหิตสูงกว่าปกติได้ถึง 30 มม.ปรอท

การรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ


การรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ปัจจุบันมีแนวทางการรักษา 3 วิธี คือ ใช้ยา, ใช้วิธีการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน , และการ ผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจ (บายพาส) ในเบื้องต้น แพทย์จะทำการรักษาทางยากับผู้ป่วย เพื่อควบคุมอาการ เจ็บหน้าอก หากปรับยาเต็มทึ่แล้วผู้ป่วยยังคงมีอาการอยู่ หรือ ตรวจเพิ่มเติม พบว่า มีอาการบ่งชี้ว่า เส้นเลือดตีบรุนแรง แพทย์ จะแนะนำ ให้ผู้ป่วยทำการฉีดสีเส้นเลือดหัวใจ เพื่อตรวจสอบว่า เส้นเลือดหัวใจ ตีบ มากน้อยเพียงใด



วิธีการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน ทำในผู้ที่มีอาการอย่างไร // เพราะอะไร // ดีอย่างไร
          การสวนหลอดเลือดหัวใจ แพทย์สามารถมองเห็นเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจได้โดยตรง ว่ามีการอุดตันมากน้อยเพียงใด อุดตันกี่แห่ง สภาพหลอดเลือดที่อุดตัน สามารถทำการรักษาด้วยวิธีถ่างขยายหลอดเลือดที่อุดตันด้วยบอลลูนได้หรือไม่  ข้อดีคือ การฟื้นตัวใช้ระยะเวลาน้อย สามารถลุกนั่งได้ ภายใน 6-12 ชั่วโมง  และแผลมีเพียงรอยเข็มบริเวณขาหนีบ และในปัจจุบัน มีเทคนิคการสวนหัวใจทางหลอดเลือดแดงบริเวณข้อมือ ใช้เวลาพักฟื้นสั้นกว่า เพียง 4-6 ชั่วโมง สามารถ กลับบ้านได้ภายในวันที่ทำหัตถการได้

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยหลังการทำบอลลูน ขยายเส้นเลือดหัวใจ
          ทานยาละลายลิ่มเลือดอย่างสม่ำเสมอ, วันแรก ควรเช็ดตัว แต่ หลังจาก 24 ชั่วโมงสามารถอาบน้ำได้ตามปกติ , งดการขับรถใน 24 ชั่วโมง งดยกของหนัก และออกกำลังกายอย่างหนัก ใน 1-2 อาทิตย์แรก หลังจากนั้น สามารถปฎิบัติตนตามชีวิตประจำวันได้ตามปรกติ

การผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจ ทำในผู้ที่มีอาการอย่างไร // เพราะอะไร // ดีอย่างไร
          ผู้ที่มีเส้นเลือดตีบลักษณะเฉพาะบางอย่างการผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจจะได้ผลการ รักษาที่ดีกว่า เช่น เส้นเลือดตีบบริเวณ ขั้วของเส้นเลือดหัวใจ  หรือ ผู้ที่มีเส้นเลือดตีบทั้ง สามเส้น ในผุ้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่มีการบีบตัวของหัวใจไม่ดี   แต่ข้อเสียคือ เป็นการผ่าตัดใหญ่ ต้องทำในโรงพยาบาล ที่มีความพร้อม และ อาศัยการพักฟื้น นานกว่า

การป้องกัน  และ วิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร และการดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
จะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความเป็นอยู่ใหม่ลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆลง เช่น
- ถ้าเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูงอยู่ ก็ต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง
- ถ้ามีระดับไขมันในเลือดสูงก็ต้องปรับเปลี่ยนเรื่องอาหาร
- ในบางรายจำเป็นต้องใช้ยาปรับระดับไขมัน ควรเลิกบุหรี่โดยเด็ดขาด
- การลดน้ำหนักก็เป็นการช่วยลดภาวการณ์ทำงานของหัวใจ

           ซึ่งเมื่อร่วมไปกับการออกกำลังกายที่ถูกต้องและทำอย่างสม่ำเสมอจะเป็นการ ฟื้นฟูสมรรถภาพของหัวใจส่วนหนึ่ง และอาจทำให้หลอดเลือดหัวใจดีขึ้น การผ่อนคลายความเครียดและการพักผ่อนที่เพียงพอจะเป็นวิถีชีวิตที่ดีต่อหัวใจ

ขอขอบคุณบทความจาก : นพ. กิติกร วิชัยเรืองธรรม
อายุรแพทย์โรคหัวใจ ศูนย์รักษาโรคหัวใจ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 เทพารักษ์

มะเร็งตับ


       มะเร็งตับเป็นโรคที่จะรักษาให้หายได้ยาก ส่วนมากผู้ป่วยจะเสียชีวิตในเวลาอย่างรวดเร็ว อุบัติการณ์ของโรคมะเร็งตับจากสถิติของกระทรวงสาธารณสุข และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่ามะเร็งตับเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในประเทศไทย พบเป็นอันดับหนึ่งในเพศชาย อัตราเฉลี่ย 40.5 คนต่อประชากร 100,000 คน ในเพศหญิงเป็นอันดับ 3 หรือ 4 รองจากมะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก อัตราเฉลี่ยน้อยกว่าในเพศชายเกือบ 3 เท่า

          มะเร็งตับปฐมภูมิในประเทศไทยที่พบบ่อยที่สุดมีอยู่สองชนิดคือ มะเร็งเซลล์ตับ (Hepatocellular carcinoma) และมะเร็งของท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma) ส่วนใหญ่มะเร็งตับ ร้อยละ 95 เป็นมะเร็งชนิดเซลล์ตับ โรคมะเร็งท่อน้ำดีพบในภาพอีสานมีอัตราสูงที่สุด เพราะเกิดจากพยาธิใบไม้ในตับ เช่น ที่จังหวัดขอนแก่นพบอุบัติการณ์ของโรคนี้สูงที่สุดในโลก คือ ประมาณ 112.5 คนต่อประชากร 100,000 คน ในเพศชาย และ 39.4 คนต่อประชากร 100,000 คน ในเพศหญิง

          ส่วนมะเร็งตับที่เกิดจากการแพร่กระจายมาจากมะเร็งของอวัยวะอื่น เช่น ปอด ตับอ่อน กระเพาะอาหาร ลำไส้ ไม่ถือว่าเป็นมะเร็งเซลล์ตับปฐมภูมิ

          ถ้าแยกตามชนิดของมะเร็งตับปฐมภูมิ มะเร็งเซลล์ตับพบได้ทุกภาคของประเทศ และพบมากที่สุดในภาคกลาง มะเร็งชนิดนี้มีความสัมพันธ์กับสภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี
   
          ส่วนมะเร็งตับชนิดมะเร็งท่อน้ำดี มีความสัมพันธ์โดยตรงกับพยาธิใบไม้ตับ และอุปนิสัยการบริโภคอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ซึ่งพบมากที่สุดในภาคตะวันออกฉียงเหนือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอายุระหว่าง 35-60 ปี

สาเหตุของโรคมะเร็งตับ
          ปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุของโรคมะเร็งตับในแต่ละภูมิภาคของโลกมีความแตกต่างกัน ได้มาก โรคนี้พบบ่อยในประเทศแถบทวีปเอเชีย โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศจีน และทวีปแอฟริกา พบมากถึงร้อยละ 40  แต่ในประเทศแถบทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกาพบเพียงประมาณร้อยละ 2-3 ของโรคมะเร็งทุกชนิดรวมกัน และมัก พบในผู้สูงอายุประมาณ 60 ปี เพราะสาเหตุส่วนใหญ่เกิดร่วมกับโรคตับแข็งจากแอลกอฮอล์ และไวรัสตับอักเสบซี

ขอขอบคุณบทความจาก นพ.อาทิตย์ ภูผาธรรม
อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคทางเดินอาหารและโรคตับ
โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 กิ่งแก้ว